I Won't Dance But why I could?

posted on 23 Jul 2009 12:34 by monkeycat in diary
wink wink

 

When I am nervous, weak and need  help, Dancing be one of  my top five things could help me but sometime very busy and cannot  dance, I found  the watching my love Hughey dance let me be good mood same as dance. He made me a big smile by his swing ass so this is my reason why I fall in love him. he is fantastic actor and very skilled at what he does. OMG!! I love his ass

 

Credit 

song : The Boy from OZ

;

 

Credit 

song :  I Won't Dance Midley

 

 

 

NightLigth

posted on 30 Jun 2009 14:53 by monkeycat in diary

ขอพักเบรคเรื่องทริปสิงคโปร์ไว้แป๊บนุง ชีวิตช่วงนี้มีอะไรเคลื่อนไหวเยอะมาก

 

24 มิ.ย.52

เมื่อคืนเพื่อนก้อยชวนไปเมาเพราะเธอเครียดเลยจะไปแดนซ์กะเพื่อนที่ทำงาน จึงชวนเราไปแจมด้วย งานนี้มีหรืออิชั้นจะพลาด ตอนเย็นหลังว่ายน้ำเลยไป Step up กันที่ Brick Bar  ข้าวสาร ไปถึงประมาณ 3 ทุ่ม พอได้โต๊ะก็สั่งเหล้า ก้อยบอกว่าถ้าหิวให้ออกไปหาอะไรกินข้างนอกแล้วค่อยเข้ามานะ เราก็งง อ้าวทำไมไม่สั่งกินอะไรในร้าน ก้อยบอก....ไม่รู้เหมือนกัน ในนี้ไม่เห็นมีโต๊ะไหนสั่งของกินอื่นนอกจากเหล้า ครั้นจะดื่มทั้งที่ท้องว่างก็มิบังควร เราดื่มไปแก้วเดียวเริ่มรู้สึกว่ากึ่มๆ แล้ว เนื่องจากห่างหายจากการรินร่ำไปครึ่งปีเศษ เลยออกมาหาอะไรกินกับก้อยข้างนอกก่อนแล้วกลับเข้าไปใหม่  พอกลับเข้าไปอีกที วงเริ่มเล่น พวกเราแดนซ์ไปกับจังหวะเร้กเก้+สกา+ร็อค+ลูกทุ่ง+เพื่อชีวิต อะไรมั่วไปหมด แต่ก็สนุก เก้าอี้นั่งซึ่งไม่มีความจำเป็นถูกพลักเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะ เราดิ้นไปมันๆ กึ่มๆ ร้องได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่รู้สึกที่นี่จะชอบเล่นเพลงของพาราด็อก วงโปรดของเราแฮะ ถูกใจจัง มีอยู่ช่วงหนึ่งมีคุณน้องเด็กแนวหันมาสะกิดเรา คล้ายๆ กับโค้งขอเต้นด้วย เราก็ตอบสนองไปทันที หันไปแดนซ์กะเค้าซะงั้น สนุกดีเหมือนกัน ชอบบรรยากาศร้านนี้จัง คนที่มาส่วนมากดูเป็นเพื่อนๆ กัน มาดิ้นกันมากกว่าจะมาสะโลซบเต้นอ่อยเหยื่อเหมือนแถว RCA

พอร้านใกล้ปิด เราก็ออกมา แล้วเพื่อนของก้อยเกิดอยากจะแวะกินโจ๊กขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นกระเพาะเราไม่พร้อมจะย่อยอะไรแล้ว แต่ก้อยมันก็บอกให้เรายัดอะไรใส่ท้องไปบ้าง ตอนเช้าจะได้ไม่แฮงค์ ซึ่ง ก็ก็พยายามจะยัดนะ แต่ก็กินไปได้นิดหน่อย ไม่ไหวจริงๆ ปกติ 3 ทุ่มนี่เลิกย่อยแล้ว แต่คืนนี้นอกจากแอลกอฮอร์ที่ไม่ได้พบกันนาน ยังจะมีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตอีก ถ้าจะอ้วกก็สมเหตผลล่ะ ก็ไอ้ที่กินเข้าไปมันใกล้จะล้นแฃ้ว แต่เราก็พยายามมีสติไม่อ้วกเอาออกมา เกิดมาเมาไม่เคยอ้วก ไม่สิจะเรียกว่าไม่เคยเมาหัวราน้ำขาดสติมากกว่า เวลาเมาก็จะมีสติตลอด แต่เมื่อคืนพอกินเหล้าไปแล้วมากินแป้งต่อนะ....ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่ามันทำให้เมาเร็วขึ้น ตาก็เริ่มจะปิดตอนนั่งรถกลับ ทีแรกกะจะลงกลางทางต่อแท็กซี่กลับบ้านแต่สุดท้ายเพื่อความปลอดภัยของแท็กซี่เราก็เลยต้องไปนอนบ้านก้อย

ตื่นเช้าขึ้นมายังมึนแต่ก็สามารถครองสติลากตัวเองมาทำงานได้ แถมมาทำงานเช้ากว่าปกติอีกต่างหาก....แม่เจ้า

 

 

บ่ายวันอาทิตย์ 28 มิ.ย.52 

วันนี้เป็นวัน Cleaning  Day ประจำสัปดาห์ กิจวัตรประจำวันทุกเสาร์ -อาทิตย์ จะเริ่มต้นด้วยการออกไปจ่ายตลาด ที่ต้องทำเป็นอย่างแรกเพราะตลาดนัดแถวบ้านเปิดขายตั้งแต่ตี 5 ยัน 10 โมงเช้า ถ้าชักช้า ตลาดจะวายซะก่อน แล้วแมวก็จะไม่มีปลาทูกินไปตลอดอาทิตย์ ทีแรกก็รู้สึกว่าตื่นไม่ค่อยไหว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ตื่นไปตลาดแล้วรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป เมื่อวานวันเสาร์ก้ไม่ได้ไป เพราะคิดว่าไปก็มีแต่จะเสียเงิน เลยกะว่าเช้าวันนี้ไปซื้อปลาให้แมวแล้วก็กับข้าวสำหรับวันนี้ก็น่าจะพอ จะได้ห้ามใจไม่ช้อปปิ้งไร้สาระได้ด้วย กลับมาจากตลาดก็หม่ำมื้อเช้าเป็นปลาสามรส กับตำผลไม้ อาหารสำหรับผู้หญิงโดยแท้ เพราะย่อยง่ายแล้วก็มีแป้งน้อย

 

 

หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จก็ไปซักผ้า ล้างจาน ทำข้าวให้แมว ถูบ้าน พับผ้าที่ซักแล้ว ทำความสะอาดในส่วนต่างๆ ของบ้าน ทำจนถึงเที่ยงกว่าๆ ก็หมดพลังงานที่กินเข้าไปซะแล้ว เลยกินแบบเดิมอีก เพราะที่ซื้อมามันเยอะมากกินทีเดียวไม่หมด จากนั้นก็จัดการยกทีวีจากชั้นล่างขึ้นมาไว้ชั้นบน หลังๆ นี้เริ่มอยากจะนอนดูหนังบนเตียง แบกขึ้นมาคนเดียวได้ เก่งมาก ทีแรกเกือบจะตกบันไดเหมือนกัน ดีนะที่ไม่เป็นอะไร ไม่งั้นเดือดร้อนต้องซื้อทีวีใหม่อีกอ่ะ.... 

 

 มุมแต่งตัวของเราที่ต้องมานั่งทุกเช้า โต๊ะเครื่องแป้งเล็กๆ ซื้อมา 500 บาท เท่านั้นอยู่กับเรามาหลายปีแล้ว แม้จะเป็นมุมเล็กๆ ไม่ไฮโซ แต่เราก็ชอบมันมาก เพราะเหมาะกับเราดี

 

 

ถัดมาเป็นชั้นต่างหูกับข้าวของเครื่องประดับอื่นๆ ที่มีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับหญิงอื่น มีคิตตี้ไอเท็มอยู่ตั้ง 2 ชิ้น เลยนะนี่

 

พยายามจะไม่ซื้ออะไรมากเกินความจำเป็น คิดถึงคำสั่งสอนของพ่อที่ว่าให้มีทุกอย่างแค่พอมี พอใช้ แล้วเก็บเงินเอาไว้ยามจำเป็นบ้าง ซึ่งเราก็ทำได้น้อยมาก แต่ก็พยายามจะทำ อะไรๆ ก็ไม่เท่าไหร่แต่ถ้าเป็นต่างหูนี่ขอเยอะไว้ก่อน ของต้องใช้ทุกวัน เดี๋ยวนี้เริ่มมีพัฒนาการคือทำเครื่องประดับใช้เอง จากเศษเครื่องประดับเก่าๆ บ้าง กระดุมเก่าๆ บ้าง ก็ถือว่าอยู่ในวิถีที่พ่ออยากให้เราประหยัดอยู่ละนะ แถมเราก็ยังได้เครื่องประดับใช้เพิ่มขึ้นจากสมองและสองมือของเราเองให้ภาคภูมิใจ

 

เช้าวันที่สองพวกเราออกไปหม่ำมื้อเช้ากันที่ลิตเติ้ลอินเดียแล้ววกกลับมาเดินเล่นที่ City Hall เดินแวะดูร้านนั้นร้านนี้จนไปถึงน้ำพุ แล้วก็เดินย้อนกลับไป จากนั้นก็นะง mrt ไปที่ Sentosa เราไม่อยากไปเล่นเครื่องเล่นอะไรที่นั่นแต่อยากไป Ikea มากกว่า ก็เลยแจ้งความประสงค์กับเพื่อนก้อยไปว่าจะไป Sentosa ด้วย แต่ตั้งใจจะไปดูไดโซะ กับ Vivo City แล้วค่อยกลับไป IKea แต่ปรากฏว่ามัวแต่เดินช้อปปิ้งถ่ายรูปเล่นจนลืมเวลา ดูนาฬิกาอีกที กรี๊ด ใกล้เวลาที่นัดกับเพื่อนสิงคโปร์ไว้แล้ว มีเวลแค่ 1 ชั่วโมงเลยกลับโรงแรมไปพักขาดีกว่า

Photobucket

บ้าบอกับป้าย

 

Photobucket

Sentosa and Vivo

พอ 6 โมงเย็น สเตฟานี่เพื่อนเราก็โทรมา แล้ว ราว 1 ทุ่มเราก็ออกไปดินเนอร์กัน คุณเพื่อนพาไปกินที่ FC Makansutra โดยมื้อนี้คุณเพื่อนขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยง ซึ่งพวกเราก็ตามใจเค้าแต่จริงๆ ก็แอบเกรงใจนิดหน่อยเหมือนกันนะ กินข้าวเสร็จ คุณเพื่อนหยิบบุหรี่มามวนโชว์ให้ดูด้วยเครื่องมวน เพื่อนก้อยเห็นแล้วอยากลองทำมั่ง มวนเสร็จต้องลุกจากโต๊ะไปเดินเล่นริมน้ำเพราะที่ที่เรากินอาหารมันเป็นโซนห้ามสูบบุหรี่ เดินถ่ายรูป สูบ และเมาท์กันสักพัก สเตฟานี่ถามว่าอยากให้พาเดินดูเมืองกลางคืนหรือไปแหล่งช้อปปิ้ง ก้อยตอบว่าไปช้อปปิ้ง สเตฟานี่เลยบอกว่าจะพาไปร้านรองเท้าราคาถูกค่ะ ไปถึงแล้วแบบอลังค์การมาก ราคาถูกจริงๆ ด้วย แต่คืนนั้นเราไม่มีเวลามากนักเพราะห้างใกล้จะปิดก็เลยมาร์คจุดเอาไว้แล้วจะกลับมาเดินดูกันอีกรอบในวันสุดท้ายก่อนกลับ
ขากลับเดินมานั่ง Mrt แวะกินไอติมไปอีกคนละอัน

 

Photobucket

มื้อค่ำกับก้อยและสเตฟานี่....

 

PS. Steph, Thank you so much for  great dinner and presents  you gave us....I really love your wonderful country it's so clean and good regulation. The shopping center are amazing!!! wow.....I swear I should go back to there again. Well....my hopefull is we could have dinner with you again in Thailand.... , pls. keep in touch  girl.... ;-)

 

 

Note : FC คือ Food coart หรือ Food center นะคะ ไม่ใช่ Fanclub

ไปเที่ยวสิงคโปร์แบบไม่ง้อทัวร์ เป็นประเทศใกล้ๆ ที่เดินทางสะดวกไม่ต่างจากอยู่ในไทย ไปกับคุณก้อยเพื่อนรัก แล้วก็ญาติของคุณเพื่อน ถึงสนามบินกันตอน 7 โมง นิดๆ ขึ้นเครื่อง 10.40 ก็เลยมีเวลาเดินแรดในดูตี้ฟรีนานมาก แต่เราก็ไม่ได้ช้อปปิ้งอะไร ส่วนก้อยนั้นได้ไปช้อปที่คิงพาวเวอร์มาแล้ว พอมาถึงดูตี้ฟรีก็แค่มารับของเท่านั้น ซึ่งคุณเพื่อนของเราซื้อกระเป๋าแบบ เยอะมากกกกก.... ส่วนเราไม่รู้จะซื้ออะไรก็ได้แต่ถ่ายรูปเล่นและเช็คราคาของเท่านั้น

 

Photobucket

 

พอขึ้นเครื่องแอร์เอเชียร์ก็พ่นควันฆ่าหวัดเราทันที ทีแรกต๊กกะใจ ควันอะไรเนี่ย มาจากช่องเยอะแยะ  เครื่องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสักพักท้องก็เริ่มหิว สั่งอาหารมากินกันคนละชุด มื้อนี้คุณเพื่อนบอกว่าขอกินสูงกว่าตึกใบหยกสักมื้อเถอะ หุหุ อาหารก็งั้นๆ กินประทังชีวิตกันเพราะตื่นกันแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง เรากินนมไปแล้วเลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ พอกินเสร็จ บินไปได้ไม่ถึง 20 นาทีเครื่องก็แลนดิ้งแล้ว ตื่นเต้น จะได้ผ่าน ตม. ประเทศสิงคโปร์เป็นครั้งแรก แอร์เอาใบผ่านเข้าเมืองมาให้กรอก เราดันไปกรอกด้วยปากกาแดงเลยโดน ตม. ตี๋ หน้าใสอันเชิยไปกรอกใหม่ ซึ่งเค้าก็น่ารักมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างด้วยความสุภาพ

ผ่านตม. มาจากอาคาร 1 เราก็พุ่งไป MRT ที่อาคาร 2 ทันที จาก MRT สถานี changi  (จะออกเสียงว่าชางฮี , ชางกี หรือชางงี ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งเราออกเสียงว่า ชางฮี ตามกัปตันบนเครื่องอ่ะค่ะ หุหุ)  เราก็ไปเปลี่ยนขบวนอีก 1 ครั้ง เพื่อไปสายที่ผ่านไป ถ. Orchard (ออชาร์ด) โดยจุดหมายปลายทางเราคือ MRT Dhoby Ghaut (อ่านว่า ดอบี้โกลท์ หรือ โดบีโกลท์ ก็ได้) ขอบอกภาษาอ่านไว้สักหน่อยเผื่อคนที่จะไปอยากทราบ อย่าไปอ่าน เกาท์ หรือ กาวท์ นะคะ คนฟังจะงงค่ะ (^_^!)

พอโผล่หัวมาจาก MRT ก็กางแผนที่กันอีกรอบ มองทางทิศทางของโรงแรม เราพักกันที่ Hotel supreme โชคดีที่โรงแรมมีอยู่ในแผนที่ด้วย ก็ช่วยๆ กันดูเลยหาไม่ยากเท่าไหร่ ไปถึงโรมแรมเช็คอิน เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดเดินทางเป็นชุดทะมัดทะแมงหน่อย แล้วก็ออกไปหาอะไรกินย่านไชน่าทาวน์กัน เดินออกมานั่ง MRT จาก MRT Dhoby Ghaut  ไป MRT Chaina town ค่ะ ซึ่ง บัตร MRT เราได้เติมไป 10 $ ตั้งกะตอนนั่งMRT จากแอร์พอร์ต มาที่ MRT Dhoby Ghaut แล้วค่ะ

 

Singapore view

เดินออกมาจาก MRT แบบมั่วมาก..ถ. อะไร ก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่า แต่เป็นช่วงแดดร่มลมโกรกสบายดี ของขายเพียบ คุณเพื่อนชอบช้อปก็ซื้อของฝากกันสนุกเลย ส่วนเราก็ต้องยืนรอ...ร๊อ...รอ ไปไหนไม่ได้ เดี๋ยวหลง เดินไปสุดถนนนี้ เจอแล้ว สิ่งที่ตั้งใจจะมากิน รีบพุ่งตัวเข้าไปเลยรถขายไปติม เป็นคนชอบกินไอติมมาก พวกเราซื้อชิมกันคนละ 1 อัน คุณเพื่อน กะคุณน้าซื้อ ช็อคโกแล็ค กับ วนิลา กินกะขนมปัง ส่วนเรากินรสมิ้น  ชอบมิ้นมากกกกก อร่อย ทำไมเมืองไทยไม่มีขายนะ ซึ่งก้อยกินรสอื่น บอก ธรรมดาๆ นะ แต่พอเค้าชิมรสมิ้นแล้วบอกว่าอร่อยกว่า....ตกอันละ 1 เหรียญ อ่ะค่ะ มีให้เลือกว่าจะกินคู่กะอะไร โคน ขนมปังแผ่น หรือเวเฟอร์  ซึ่งอุ๊ว่ากินกับขนมปังอร่อยดีอยู่แล้ว เลยไม่ได้ลองกินคู่กับอย่างอื่นเลย ขนมปังนุ่มดี ไม่ใช่เนื้อหยาบๆ ขนมปังแบบบ้านเราอ่ะค่ะ

ระหว่างรอคนช้อปเสร็จ เรากินไปแล้ว 2 อัน  5555+ ซึ่งคุณตาที่ขายมองหน้า ยัยนี่ทำไมกินจุจัง แล้วเค้าพูดอังกฤษๆ ไม่ได้ด้วยอ่ะ ตอนสั่ง ก็ แบบว่า มิ้นๆๆ นะ วิท เบรด เค้าก็ พยักหน้า แล้วก็ส่งให้

แล้วเรายืนรอนาน คุณตาคนขายไอติมจะขยับร่ม เค้าก็ พูดเป็นภาษาจีน บอกให้เราหลบๆๆๆ เราก็ ฉลาดค่ะ หลบไปยืนตรงที่ตาจะเอาร่มวาง เกือบโดนร่มตีหัวแล้วมั้ยล่ะ แต่พอหลบมาอีกทางคุณตาเค้าก็อมยิ้มอ่ะ ไม่รู้แกขำอะไร  หุหุ ช้อปเสร็จ เพื่อนเดินมาตาม บอกว่าเราจะย้อนกลับไปกลางซอย แล้วเดินไปอีกทาง จะไปดูร้านขายของ คือไม่เดินวนรอบนอกอย่างที่คิดไวทีแรก ก็เดินย้อนกลับไปตามใจขาช้อปเค้าหน่อย  พอช้อปเหนื่อยก็ข้ามไปกินข้าวที่ Maxwell ก่อนจะไปเมอร์ไอล้อน 

จากไชน่าทาวน์ไปเมอร์ไลอ้อนก็เดินหลงทาง กว่าจะถึงเมอร์ไลอ้อน หมดแรงค่ะ....แล้วใครบอกให้เดินไปละเนี่ย แงๆ ก็เค้านึกว่าใกล้นี่นะ ไปถึงตรงแถวๆ นี้ มีการแสดงด้วย ดีใจกันมาก แต่หาสิงโตไม่เจออ่ะ อยู่ไหนง่ะ ก็ได้ยินเสียงคนไทย เดินตามคนไทยไปค่ะ วีเวลาถ่ายวิวแป๊บเดียวค่ะ สอบตกการถ่ายไฟกลางคืนอย่างแรงง่ะ มือสั่นเพราะเหนื่อยด้วย 

 

merlion

ถ่ายรูปเล่นกันสักพักก็มานั่งพักให้หายเหนื่อยที่สตาร์บัคส์สาขาเมอร์ไลอ้อน ตรวจสอบราคาแก้วปรากฏว่าแก้วที่นี่ถูกกว่าเมืองไทย ก้อยเลยสอยไปเป็นของฝาก 1 ใบ และซื้อนู๋ส้มจี๊ดให้ตัวเอง 1 ใบ เราไม่ได้ซื้อเพราระไม่มีแบบที่ถูกใจเท่าไหร่อ่ะ หุหุ

 

เดจาวู

posted on 17 Jun 2009 12:43 by monkeycat in diary

 

   
 

มาทำงานแล้วเปิดเพลงนี้ฟังแต่เช้าแล้วแบบ.....เออ ก็คิดขึ้นมาอีกล่ะ โฟร์ทร้องซะเพราะเลยทำให้รู้สึกเดจาวูขึ้นมานิดๆ แฮะ  3 ปี แล้วลืมได้แล้ว พูดกับตัวเองอยู่ทุกวัน หรือทุกครั้งที่คิดถึงความรู้สึกนี้....................

 

 

เมื่อวานเป็นวันแรกที่กลับไปลงสระหลังจากหยุดว่ายไปเกือบสองอาทิตย์ เอาชุดว่ายน้ำใหม่ไปลองแล้วชอบมาก อยากไปสอยมาอีกจัง ไม่รู้ป่านนี้ไซตืเราหมดไปรึยัง เมื่อวานที่สระมีคนหุ่นบิ๊กบึ้มมาว่ายกันเพียบ แอบดีใจเพราะทำให้เราดูตัวเล็กไปนิดนึง จะว่าไปแล้วเราก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ว่าใครอ้วนใครผอม เพราะไม่มีเวลามองใคร ไปถึงก็ต้องรีบๆ ว่าย เพราะมีเวลาแค่ 30 นาทีทอง

 

ว่ายน้ำเสร็จก็กลับบ้าน ช่วงนี้ไม่มีละครจะดู เดือดร้อนต้องเช่าการ์ตูนไปนอนอ่านก่อนนอน ก็ประหยัดไฟดีนะเนี่ย

 

วันก่อนไปบ้านพ่อ ไปเล่นกับไอ้แจ็ค นกของพ่อ แจ็ค้เป็นนกที่ไม่คิดว่าตัวเองคือนก มันชอบเห่าแข่งกะไอ้ขนุน หมาบางแก้วสุดที่รักของเรา บางทีไอ้แจ็คก็ชอบโวยวายเวลาเราคุยกับพ่อแล้วไม่สนใจมัน แสบจริงๆ แจ็คพยายามตีซี้กับเราโดยการหัดเรียกชื่อเรา แต่ยังไม่สำเร็จ มันยังงงอยู่ว่าต้องกระดกลิ้นยังไงถึงออกเสียงได้คล้ายชื่อเรา พยายามเข้าไอ้แจ็คเอ๋ย ไม่งั้นชั้นจะให้อิเจามางับคอแก อิอิ

 

โชว์เกาคอแจ็คสักกะหน่อย รู้จักกันทีแรกมันหลอกงับมือเราเลือดไหนอาบเลย พอเราโวยวายมันก็เอาคอมาให้เกาๆๆ แล้วทำหัวกลมพองแบบถูกใจสุดๆ นกมันแสนรู้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย